วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
หรือวัดโพธาราม เป็นวัดที่สำคัญที่สุดวัดหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า
"วัดโพธิ์" ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือของวัดจดถนนท้ายวัง
ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช วัดแห่งนี้จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนชัดเจน
คือเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส
นอกจากส่วนกุฏิพระสงฆ์
เขตสังฆาวาส ที่แบ่งสัดส่วนอย่างเป็นระเบียบแล้ว ส่วนที่เป็นเขตพุทธาวาส อันประกอบด้วยโบสถ์
วิหาร เจดีย์ ศาลาราย ล้วนสวยงามอย่างร่มรื่น มีต้นไม้นานาพันธุ์ กระถางไม้ดัด
และตุ๊กตาจีน รวมไปถึงรูปปั้นฤาษีดัดตนในท่าทางต่างๆทำให้ผู้พบเห็นประหลาดใจและได้รับความเพลิดเพลินยิ่งนัก
วัดพระเชตุพน
หรือวัดโพธิ์ สร้างในสมัยอยุธยา ระหว่างพ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๖๔ ในรัชสมัยของพระเพทราชา
ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงนิยมศิลปะแบบจีน
พระองค์ทรงให้บูรณะวัดนี้นานถึง ๑๖ ปี จึงทำให้วัดโพธ์มีศิลปะแบบจีนปรากฎให้เห็นจนทุกวันนี้
การบูรณะวัดเริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.๒๓๗๕ และเสร็จสิ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๓๙๓
วัดพระเชตุพนเป็นวัดที่สำคัญที่สุดในด้านการให้การศึกษาแก่ประชาชน เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( King Rama III ) ทรงให้รวบรวมนักปราชญ์ด้านต่างๆ นำความรู้ที่มีอยู่มาจารึกบนแผ่นหิน ติดไว้ตามเสาศาลาราย ซึ่งราษฎรที่อยากศึกษาหาความรู้สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ทุกคน
 เรื่องการศึกษาหาความรู้ของคนไทยสมัยก่อน มีแต่ลูกของขุนนางจึงจะได้รับการศึกษาที่ดี โดยพ่อแม่จะนำลูกไปฝากเรียนกับพระหรือครูที่เก่งๆ ซึ่งครูก็รับลูกศิษย์ได้จำนวนไม่มากนัก ด้วยเหตุดังกล่าวรัชกาลที่ ๓ จึงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรของพระองค์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างกว้างขวาง จึงทรงให้จารึกความรู้ต่างๆไว้ในวัด วัดพระเชตุพนธ์จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยของชาวบ้านแห่งแรกของประเทศไทย
ความรู้ที่จารึกไว้บนแผ่นศิลา เป็นความรู้ชั้นสูง หากใครเรียนรู้อย่างจริงจัง ก็จะนำความรู้แขนงที่สนใจไปประกอบอาชีพได้อย่างดี ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๘ หมวด คือ ประวัติวัด ตำรายา อนามัย ประเพณี วรรณคดี สุภาษิต ทำเนียบ พุทธศาสนา
จากความรู้ทั้ง ๘ หมวดนี้ หมวดที่น่าสนใจมากคือ ว่าด้วยเรื่องตำรายา เรื่องอนามัย โดยเฉพาะตำราว่าด้วยเรื่องการนวดแผนโบราณอันเป็นภูมิปัญญาของไทย วิธีการนวดเป็นการบำบัดรักษาที่สำคัญแขนงหนึ่ง และการเรียนรู้ได้สืบทอดมาจนเป็นที่ยอมรับของแพทย์แผนปัจจุบันว่า แพทย์แผนไทยและวิชาการนวดเป็นแขนงการบำบัดรักษาที่สำคัญ ปัจจุบันมีการเรียนรู้และพัฒนาก้าวหน้าอย่างยิ่ง
นอกจากความสวยงามของโบสถ์
วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างต่างๆแล้ว มีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ
ฤาษีดัดตน เมื่อเราเดินเข้าไปในวัดจะเห็นรูปปั้นฤาษีดัดตน ตั้งให้เห็นอยู่ตามจุดต่างๆที่เราเดินรอบบริเวณ
รูปปั้นฤาษีจะทำท่ากายบริหารในท่าต่างๆ เป็นท่าที่ฤาษีใช้ดัดตนแก้เมื่อยและแก้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
หลังจากนั่งบำเพ็ญตบะเป็นเวลานาน ท่าดัดตนนี้จะแก้โรคลม คือ อาการเมื่อยขบ หน้ามืด
ตาลาย วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำเป็นต้น
นอกจากจะมีรูปปั้นฤาษีดัดตนแล้ว ยังมีการบันทึกลงแผ่นศิลาจารึกเพื่อให้คนได้ศึกษาหาความรู้ด้วย
เรียกว่า โคลงฤาษีดัดตน ดังตัวอย่าง
ดัดแก้ลมปวดศีรษะ
พระมโนชสำนักด้าว
ดงยูง ยางแฮ
จิตพรั่นหวั่นหวาดฝูง
มฤคร้าย
กำเริบโรคขบสูง
สังเวช องค์เอย
นั่งคัดหัตถ์ขวาซ้าย
นบเกล้าบริกรรม
วิธีการ คือ
นั่งตัวตรง พนมมือไว้เหนือศีรษะ เกร็งให้ถึง หายใจเข้าลึกๆ พร้อมยืดตัวขึ้นให้ช่วงอกและท้องพองขยายขึ้นให้เต็มที่
แล้วกลั้นหายใจนิดหนึ่ง ต่อไปหายใจออกจนอกและท้องแฟบลงสุด พร้อมผ่อนคลายการเกร็งให้หย่อนลง
ทำสลับกันไปตามพอใจ

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความรู้จากวัดพระเชตุพน มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายอยู่ในวัดแห่งนี้ เชิญผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าชมและศึกษาได้ และเรื่องราวต่างๆของวัดแห่งนี้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป