|
การแต่งงาน
เป็นประเพณีที่สำคัญสำหรับวิถีชีวิตไทย
เพราะเป็นการบ่งบอกว่าผู้ที่แต่งงานนั้นมีความเป็นผู้ใหญ่แล้ว
มีความรับผิดชอบมากขึ้น
และพร้อมที่จะเป็นครอบครัว
รับผิดชอบชีวิตอีกหลายคนเพิ่มขึ้นนอกจากชีวิตของตนเอง
และยังได้ทำหน้าที่แสดงความสามารถ
ตามบทบาทของตนเองในฐานะหัวหน้าของครอบครัว
ดังนั้นการแต่งงาน
ตามทัศนะของผู้เขียนนั้นย่อม
หมายถึง การที่ชาย-หญิง ของไทย
มีความรักใคร่ต่อกันจนสุกงอม
มีความเห็นอกเห็นใจกันและพร้อมที่จะดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวอย่างสามีภรรยา
จึงจำเป็นต้องแต่งงานกัน
หรือบางทีอาจจะกล่าวได้ว่าการแต่งงานนั้นเป็นการบำบัดความต้องการทางเพศของมนุษย์ก็ได้
แต่ให้เป็นไปตามประเพณีของสังคม
มีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและสังคมต้องรับรู้ด้วยเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ประเพณีการแต่งงานจึงจำเป็นต้องจัดให้มีพิธีกรรมตามขั้นตอนของประเพณีไทย
เริ่มตั้งแต่ การทาบทาม สู่ขอ
หมั้น และแต่งงาน
พิธีการแต่งงานนี้ถ้าจะให้ถูกต้องเหมาะสม
จะต้องประกอบพิธีทางศาสนาด้วยในตอนเช้า
และอีกพิธีก็คือจะต้องจดทะเบียนแต่งงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ก็ถือว่า
การแต่งงานนั้นถูกต้องสมบูรณ์
ส่วนจะทำพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพรนั้นจะกระทำตอนเย็นและเลี้ยงรับรองแขกผู้มีเกียรติไปพร้อมกันหลังจากหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพรแล้ว
หรือจะทำให้เสร็จภายในภาคเช้าเลยก็ได้
จะเป็นการประหยัดทั้งเวลาและเงิน
ไม่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
การที่จะเลี้ยงรับรองแขกจะกระทำที่บ้าน
หรือโรงแรม สโมสร
ที่ใดที่หนึ่งก็ได้
ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของคู่บ่าวสาวและเจ้าภาพของทั้งสองฝ่าย
จากประเพณีการแต่งงานที่จัดทำเป็นพิธีการขั้นตอนต่าง
ๆ นั้น จึงนับว่ามีความสำคัญมาก
และเป็นประเพณีที่งดงามเหมาะสม
แสดงถึงความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรมด้านจิตใจ
และวัฒนธรรมทางด้านวัตถุของบรรพบุรุษของไทยเราที่มองการณ์ไกล
และมีความละเอียดอ่อน
โดยธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตแล้วย่อมมีความต้องการทางเพศสัมพันธ์
และต้องการสืบสกุลต่อไปด้วย
จึงทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างคนกับสัตว์
และขณะเดียวกันกฎหมายและประเพณีไทยเราจึงต้องกำหนดกฎเกณฑ์ของบุคคลที่จะทำการแต่งงานได้จะต้องมีเงื่อนไขอีกหลายอย่าง

เงื่อนไขการแต่งงาน
การแต่งงานจะต้องมีกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(สุพัตรา สุภาพ พิมพ์ครั้งที่ 8, 2536.
น. 54-55)
1.
การแต่งงานจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุครบ
17 ปี บริบูรณ์แล้ว
แต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร
ศาลอาจอนุญาตให้ทำการแต่งงานก่อนนั้นได้
(ป.พ.พ.ม. 1448)
2.
การแต่งงานจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต
หรือเป็นบุคคล
ซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
(ม.1449)
3.
ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี
เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาก็ดีจะแต่งงานกันไม่ได้
โดยให้ถือความเป็นญาติตามสายโลหิต
ไม่คำนึงว่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
4.
ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะแต่งกันกันไม่ได้
(ม. 1451)
5.
ชายหรือหญิงจะทำการแต่งงานในขณะที่ตนมีคู่แต่งงานอยู่ไม่ได้
(ม. 1452)
6.
หญิงที่สามีตายหรือที่การแต่งงานสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น
จะทำการแต่งงานใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการแต่งงานได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า
310 วัน
หรือคลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
หรือแต่งงานกับคู่คนเดิม
หรือได้มีใบรับรองของแพทย์ประกาศนียบัตร
หรือปริญญาบัตรระบุไว้ว่าไม่มีครรภ์ตลอดจนมีคำสั่งของศาลให้ทำการแต่งงานได้
7.
เงื่อนไขเกี่ยวกับความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
(ตาม ม. 1436) มาตรา 1455
การให้ความยินยอมให้ทำการแต่งงานกระทำได้
แต่จะต้องมีการลงลายมือชื่อในทะเบียนขณะจดทะเบียนสมรส
และผู้ปกครองจะต้องทำเป็นหนังสือแสดงความยินยอม
โดยระบุชื่อผู้แต่งงานและผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายและลงลายมือชื่อของผู้ให้ความยินยอมด้วย
สุดท้ายถ้าหากมีเหตุที่จำเป็น
จะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อย
2 คนก็ได้
ความยินยอมนั้นเมื่อเซ็นให้แล้วถอนไม่ได้
8.
การแต่งงานตามประมวลกฎหมายนี้
จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนแต่งงานแล้วเท่านั้น

Top
การหาฤกษ์ หนุ่มสาวที่รักใคร่ชอบพอกันจนกระทั่งตัดสินใจเข้าสู่พิธีแต่งงาน
แต่ก่อนจะเข้าสู่พิธีแต่งงานจำเป็นจะต้องหาฤกษ์ยามเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว
ดังนั้นญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจะต้องเอา
วัน เดือน ปี
ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางดวงชะตา
หรือไปให้โหรดูว่าจะเหมาะสมกันหรือไม่
อยู่ด้วยกันแล้วจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรม
เมื่อเห็นว่าเป็นคู่ที่ไปกันได้หรือมีความเหมาะสมกันก็จะหาฤกษ์ที่จะให้คู่บ่าวสาวอยู่ด้วยกันอย่างเจริญรุ่งเรืองตลอดไป
โดยหาฤกษ์วันเวลาที่ยกขันหมาก
ฤกษ์หมั้น ฤกษ์รดน้ำสังข์
และส่งตัวคู่บ่าวสาวไว้เรียบร้อย
เพื่อสะดวกในการดำเนินงานตามพิธีการ
และเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว
เพื่อให้ครองคู่กันตลอดชั่วชีวิต
ถือไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชร
ส่วนมากมักจะแต่งกันในเดือนคู่
เพื่อจะได้อยู่คู่เคียงกันตลอดไปนั่นเอง
ยกเว้นเดือน 12
จะไม่นิยมแต่งงานกันในเดือนนี้
เพราะเป็นเดือนที่สุนัขมันติดสัดกัน
และถ้าเป็นข้างขึ้นถือว่าดีกว่าข้างแรมเพื่อให้ชีวิตจะได้เจริญรุ่งเรืองสว่างไสว
แต่บางทีก็จะแต่งงานกันในเดือน 9
ถือเคล็ดถึงความก้าวหน้า
และเดือนที่นิยมแต่งงานกันมากที่สุดก็คือเดือน
6 เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน
อาจเป็นเพราะบรรยากาศช่วยเป็นใจมากกว่าในฤดูอื่น
และเป็นต้นฤดูทำการเพาะปลูกของคนไทย
ซึ่งหนุ่มสาวจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยการสร้างฐานะร่วมกัน

Top
การเตรียมขันหมาก ขันหมากเป็นสิ่งจำเป็นในพิธีการแต่งงาน
ซึ่งฝ่ายชายจะต้องเตรียมมา โดยจัดเป็นขบวนแห่มาบ้านฝ่ายหญิงในวันพิธีที่จัดงานในช่วงเช้า แล้วแต่ฤกษ์จะเป็นเวลาใดหรืออาจจะใช้ฤกษ์สะดวก
ซึ่งปัจจุบันจะไม่เคร่งครัดนัก ขันหมากที่ฝ่ายชายจะเตรียมมาแห่ขันหมากนั้น ประกอบไปด้วยสิ่งต่อไปนี้
1. ขันหมากเอก
จะจัดเป็นขันเดี่ยวหรือขันคู่แล้วแต่ประเพณีนิยมของแต่ละท้องถิ่นส่วนใหญ่จะมีขันใส่หมากพลู
ขันใส่เงินทองหรือสินสอด
และขันใส่สิ่งของอันเป็นมงคล
เช่น ถั่ว งา ข้าวเปลือก ใบเงิน
ใบทอง ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย
ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ ฯลฯ
ส่วนใหญ่จะดูความหมายที่เป็นมงคล
และนิยมจัดเป็นคู่
จะทำให้ดูสวยงามและเป็นมงคลโดยถือเคล็ดจากคำว่า
คู่ นั่นเอง
สำหรับประเพณีทางบ้านของผู้เขียน
คือ จังหวัดกาฬสินธุ์
ขันใส่สินสอดจะแยกเป็น 2 ขัน
คือขันใส่เงิน
ซึ่งจะมีเงินค่าน้ำนม
จะห่อหรือใส่ถุงก็ได้ 49 บาท
กับขันใส่ทองหรือสร้อยกำไล
และแหวนหมั้น
รวมกับขันใส่หมากพลู
และขันใส่สิ่งของอันเป็นมงคล
จะเป็นทั้งหมด 4 ขัน
2. ขันหมากโท>
ได้แก่
พวกของที่ใช้เป็นอาหารและขนม
รวมทั้งบริวารขันหมากอื่น ๆ เช่น
เหล้า ต้นกล้วย ต้นอ้อย
นิยมจัดเป็นคู่ ๆ เช่นเดียวกัน
มีการนำกระดาษสีแดงมาประดับตกแต่งให้สวยงาม
แต่ประเพณีบางแห่งก็จะไม่เอาอาหารซึ่งอาจจะเป็นหมูสามชั้น
และขนมที่ใช้ในงานแต่งงาน
เพราะเอาความสะดวกจะไม่ค่อยเคร่งนัก
แต่ที่ขาดไม่ได้คือเหล้า
ต้นกล้วย และต้นอ้อย

ในวันแต่ง เจ้าบ่าว
และเพื่อนพร้อมขบวนขันหมากจะไปถึงบ้านเจ้าสาว
เมื่อไปถึงจะพบกับการกั้นประตูตามประเพณี
โดยฝ่ายหญิงจะจัดญาติ ลูกหลาน
หรือเพื่อนเจ้าสาว
มากั้นเป็นด่านประตู 4 ด่าน
มีประตูเงิน ประตูทองอย่างละคู่
หรือจะใช้เพียง 2 ประตูก็ได้
โดยใช้เข็มขัดเงินและสายสร้อยทองคำกั้น
จะมีผู้กล่าวนำซักถามกันตามประเพณี
จึงจะปล่อยเจ้าบ่าว
และขบวนขันหมากให้ผ่านด่านประตูเข้าไป
สุดท้ายก่อนจะเข้าไปในบ้านหรือขึ้นบันไดบ้านก็จะมีเด็ก
2
คนที่ฝ่ายหญิงจัดไว้ให้พรมน้ำที่เท้าเจ้าบ่าว
แล้วเจ้าบ่าวจะต้องจ่ายเงินให้ด่านประตูทุกด่านจนกระทั่งถึงการพรมน้ำที่เท้าเป็นอันเสร็จพิธีขบวนการแห่ขันหมาก
เมื่อเข้าไปในบ้านเจ้าสาวก็จะมีการรับขันหมากตามประเพณี
ฝ่ายเจ้าสาวจะต้องจ่ายให้คนที่อุ้มขันหมากเอกและขันหมากโทด้วย
แต่เน้นให้เงินขันหมากเอกมากกว่า

Top
พิธีรดน้ำ
พิธีรดน้ำนี้อาจจะทำได้หลายกรณีแล้วแต่ความสะดวกและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย
จะทำพิธีรดน้ำในตอนเช้าหลังจากทำพิธีทางศาสนาแล้ว
โดยรดเฉพาะญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือจริง
ๆ จะมีจำนวนไม่มากนัก
หลังจากนั้นก็เลี้ยงแขกที่มาในงานก็เสร็จพิธี
หรือจะทำพิธีรดน้ำในตอนเย็นเพื่อเป็นการให้ความสะดวกแก่แขกที่มาในงาน
เพราะส่วนใหญ่ต้องทำงาน
และต้องเผื่อการเดินทางด้วย
ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ รถติดมาก
อยู่ต่างจังหวัดก็ไม่มีปัญหา
คู่บ่าวสาวควรจะไปถึงสถานที่ประกอบพิธีก่อนเวลาพอสมควร
 |

|
| พิธีทำบุญเลี้ยงพระ |
บ่าวสาวกรวดน้ำ |
พิธีรดน้ำจะต้องมีโต๊ะหมู่บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล
ปกติจะอยู่ทางขวาของเจ้าบ่าว
เมื่อถึงฤกษ์ที่กำหนด
คู่บ่าวสาวจะเข้าไปในห้องพิธีพร้อมเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวฝ่ายละ
2 คน
จะมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวนำคู่บ่าวสาวไปจุดเทียนชัย
ปักธูปและกราบพระที่โต๊ะหมู่บูชา
แล้วญาติผู้ใหญ่ก็จะพาคู่บ่าวสาวไปนั่งบนตั่งที่จัดไว้
วางแขนลงบนหมอน
ยื่นมืออกไปพนมตรงขันรองน้ำโดยหญิงนั่งทางซ้าย
ชายนั่งทางขวา
ต่อจากนั้นจะให้ประธานในพิธีสวมพวงมาลัย
สวมมงคลแฝดลงบนศีรษะของคู่บ่าวสาว
เจิมหน้าผากของคู่บ่าวสาวแล้วหลั่งน้ำสังข์
ต่อจากนั้นจึงเชิญแขกผู้มีเกียรติคนอื่น
ๆ รดน้ำตามลำดับอาวุโส
เสร็จจากการรดน้ำสังข์แล้วเจ้าภาพจะปลดมงคลแฝดเอง
หรือจะเชิญประธานหรือผู้อาวุโสคนใดปลดก็ได้แล้วมอบให้คู่บ่าวสาวเพื่อนำไปเก็บไว้บนหัวเตียงนอนของตน
หลังจากเสร็จพิธีรดน้ำสังข์หรือหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพรแล้วก็มีการเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงาน
สำหรับญาติและแขกที่มาร่วมในงานก็เสร็จพิธี
แล้วรอฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว
ทั้งนี้ก็จะมีพิธีบ้างเล็กน้อยตามประเพณีของตน
เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือพาเจ้าสาวส่งให้แก่เจ้าบ่าว
พร้อมกับอบรมเจ้าสาวให้เคารพนับถือยำเกรง
ซื่อสัตย์ต่อสามี
และอบรมเจ้าบ่าวให้รักใคร่
เลี้ยงดูซื่อสัตย์ต่อภรรยา
และปฏิบัติต่อภรรยาอย่างเหมาะสมกับหน้าที่ของสามีที่ดี
แล้วเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกราบผู้ใหญ่
อาจจะมีพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายให้โอวาทต่อไป
เจ้าบ่าวก็จะกราบพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย
ก็เสร็จพิธีทุกคนจะออกจากห้องหอให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวอยู่กันตามลำพัง
จะได้พักผ่อนเพราะเหนื่อยในงานพิธีมามากแล้ว
 |

|
คู่บ่าวสาวกราบพระที่โต๊ะหมู่บูชา |
ประธานในพิธีสวมมงคลแฝดให้แก่คู่บ่าวสาว |

|
 |
พิธีรดน้ำ |
การเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงาน |

Top
การสิ้นสุดของการแต่งงาน
การแต่งงานจะสิ้นสุดลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายหรือมีการหย่าเกิดขึ้น
โดยอาศัยกรณีที่จะเป็นข้ออ้างในการหย่าร้างได้
มีดังต่อไปนี้ (สุพัตรา
สุภาพ,พิมพ์ครั้งที่8,2536, น.56)
1.
สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้
อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้
2.
สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว
ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่
ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความอับอายขายหน้าอย่างแรง
หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร
ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้
3.
สามีหรือภริยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งนั้นถ้าเป็นการร้ายแรง
อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถฟ้องหย่าได้
4.
สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นก็ฟ้องหย่าได้
5.
สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
อีกฝ่ายหนึ่งก็ฟ้องหย่าได้
6.
สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้
ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร
ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบอีกฝ่ายหนึ่งนั้นก็ฟ้องหย่าได้
7.
สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี
และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได
้กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาไปไม่ได้
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
8.
สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ
อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9.
สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันจะเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง
และโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นก็ฟ้องหย่าได้
ในชีวิตคู่ของคนเราส่วนใหญ่มักจะมีปัญหากันทุกครอบครัว
มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป
แล้วแต่สภาพของปัญหาของแต่ละครอบครัว
ขณะเดียวกันหากจะเกิดการหย่าร้างกันขึ้นก็เป็นเพราะคู่แต่งงานไม่เข้าใจกันและขาดความอดทน
หรือเกิดนอกใจซึ่งกันและกัน
หรืออาจะมาจากมือที่สามเข้ามายุ่งเกี่ยว
หรืออาจจะมาจากการห่างเหินกันเองของคู่แต่งงาน
หรือการอยู่ร่วมกันเป็นเดือนเป็นปีโดยไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศฉันสามีภรรยา
ก็จะเป็นสาเหตุของการทำให้เกิดการหย่าร้างกันได้
และในสังคมปัจจุบันปัญหาความไม่สมดุลทางเพศสัมพันธ์มักจะทำให้เกิดการหย่าร้างกันมาก
อย่างไรก็ตามทั้งคู่ต้องพยายามประคองชีวิตคู่ให้อยู่ด้วยกันให้นานที่สุด
จะได้ไม่ทำให้ลูกและครอบครัวมีปัญหา
โดยเฉพาะปัญหาทางด้านจิตใจ
ด้วยเหตุนี้ประเพณีการแต่งงานจึงเป็นประเพณีที่ควรรักษาและศึกษาให้ดี
เพื่อจะได้เป็นแบบแผนสืบต่อไปตราบชั่วกาลนาน
ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่ปลูกฝังค่านิยม
ประเพณี
และวัฒนธรรมได้อย่างดีที่สุด
ก่อนที่เราจะสร้างครอบครัว
ก็จำเป็นต้องเข้าใจว่า
การแต่งงานนั้นมีกี่ประเภท
แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
เพราะการแต่งงานเป็นการสร้างครอบครัวดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

Top
ประเภทของการแต่งงาน
มีท่านผู้รู้หลายท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งงานไว้โดยแบ่งออกเป็น
2 ประเภทด้วยกัน คือ วิวาหมงคล กับ
อาวาหมงคล แต่สภาพของสังคมไทย
ปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากรวมทั้งจิตใจของคนด้วย
มักจะยึดตนเองหรือความพึงพอใจของตนเป็นหลักมากกว่าจะยึดถือส่วนรวมเป็นหลัก
จึงเกิดความเห็นแก่ตัวตามมา
เป็นเหตุให้สังคมไทยวุ่นวาย
อยู่ในปัจจุบันนี้
ในทัศนของผู้เขียนขอแบ่งการแต่งงานออกเป็น
3 ประเภท
โดยการเพิ่มการแต่งงานอีกชนิดเข้ามา
คือ การหนีตามกัน หรือพากันหนี
หรือวิวาห์เหาะ ซึ่งในสังคมไทยปัจจุบันนี้มีมาก
ซึ่งประเภทที่ 3
นี้ไม่ค่อยจะเหมาะสมนัก
เพราะขัดกับประเพณีที่ดีงามของไทย
- วิวาหมงคล
เป็นการกระทำพิธีแต่งงานตามประเพณีไทยที่แท้จริงโดยทำพิธีกันทีบ้านของฝ่ายหญิง
และเมื่อพิธีแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ฝ่ายชายจะไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิงโดยอยู่รวมกับพ่อตาแม่ยาย
ซึ่งเป็นประเพณีที่นิยมกันมากในชนบท
หรือผู้ที่นิยมประเพณีตามแบบเก่า
หรือมีความคิดแบบเก่าที่เห็นว่าดี
งดงาม ไม่เป็นที่ครหาของสังคม
แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวที่มีการศึกษาและเป็นคนรุ่นใหม่จะไม่นิยมวิวาหมงคลนี้
เพราะต้องการอิสระ
จะไม่อยู่ร่วมกับบิดามารดาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ต้องการเป็นหัวหน้าครอบครัว
เป็นผู้นำครอบครัวอย่างแท้จริง
จะมีความภูมิใจมากกว่าอาศัยพ่อแม่อยู่
ด้วยเหตุนี้สังคมไทยในสมัยปัจจุบันจึงนิยมอยู่กันเป็นแบบครอบครัวเดี่ยวมากกว่าครบครัวขยาย
ดังที่ให้เหตุผลในตอนต้นแล้ว
- อาวาหมงคล>
เป็นการกระทำพิธีแต่งงานตามแบบประเพณีจีนหรืออินเดีย
สำหรับคนไทยก็ยังนิยมกระทำพิธีแต่งงานแบบอาวาหมงคลอยู่บ้าง
ซึ่งการแต่งงานแบบนี้ผู้หญิงจะต้องไปทำพิธีแต่งงานที่บ้านของฝ่ายชาย
และเมื่อทำพิธีแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ฝ่ายหญิงจะต้องเข้าไปอยู่บ้านของฝ่ายชายโดยอยู่ร่วมกับพ่อแม่ของฝ่ายชาย
ซึ่งการแต่งงานประเภทนี้หญิงไทยไม่ค่อยชอบเพราะไม่อิสระ
ไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ของตนเอง
แต่บางกรณีอาจชอบ
ถ้าดูความจำเป็น
ความเหมาะสมของสังคม
โดยที่ฝ่ายชายมีความร่ำรวย
มีเกียรติชื่อเสียงในสังคม
ประกอบกับครอบครัวฝ่ายหญิงฐานะทางบ้านไม่ค่อยร่ำรวยนัก
ก็จำเป็นหรือยินดีจะมาอยู่บ้านฝ่ายชาย
หากพ่อแม่ฝ่ายชายรักใคร่ไม่รังเกียจ
และไม่มีสมาชิก
ญาติพี่น้องหลายคน
- วิวาห์เหาะมงคล >
เป็นพิธีแต่งงานที่ไม่มีพิธีรีตรอง
อาศัยความรักความเข้าใจ
และความพอใจของทั้ง 2 คน
จึงตัดสินใจร่วมชีวิตกัน
ไม่จำเป็นที่จะต้องทำพิธีแต่งงานที่บ้านฝ่ายใด
พิธีแต่งงานแบบนี้จะเกิดจาก พ่อ
แม่
ของทั้งสองฝ่ายไม่ชอบซึ่งกันและกัน
มีความขัดแย้งกัน
หรือตกลงกันไม่ได้ แต่ทั้ง 2
คนรักใคร่กัน
จึงจำเป็นต้องพากันหนี
เพื่อไปหาความสุข
และสร้างครอบครัวของตนเองใหม่
ไม่อยู่กับฝ่ายใดทั้งสิ้น
เมื่อมีลูกแล้วค่อยพาครอบครัวมากราบขอขมาจากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย
ถ้าพ่อแม่เห็นว่าทั้งฝ่ายหญิง-ชายรักใคร่กันดี
เป็นครอบครัวที่อบอุ่นก็มักจะอภัยให้ลูกเสมอ
การแต่งงานประเภทนี้ถ้ามองตามประเพณีไทยก็ไม่เหมาะสมนัก
เพราะขัดกับประเพณีที่ดีงาม
พ่อแม่และสังคมไทยยอมรับยาก
หากมองมุมกลับก็เป็นการแต่งงานที่เรียบง่ายไม่ต้องมีพิธียุ่งยากนัก
และเป็นการประหยัดทุกย่าง
ไม่ต้องลงทุนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
แต่ต้องจดทะเบียนแต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมาย
ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีกว่าค่านิยมแบบใหม่ที่เป็นแบบการทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน
หากไม่ชอบหรือไปด้วยกันไม่ได้ก็แยกทางกัน
โดยไม่มีข้อผูกมัดแต่อย่างใด
การแต่งงานในรูปแบบที่ 3
นี้ก็มีผู้นิยมกระทำกันอยู่บ้าง
และบางคู่ก็ไม่ได้หนีพ่อแม่ไปอยู่ด้วยกัน
หากแต่ไปใช้ชีวิตคู่ร่วมกันโดยไม่บอกพ่อแม่
แต่จดทะเบียนแต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
(พวงผกา ประเสริฐศิลป์ 2542:73-81)

Top
พวงผกา
ประเสริฐศิลป์. ประเพณีไทยกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสวัฒนธรรมโลก.
กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
2542
นำลงวันที่ 13 ก.ย 2543
|