วรรณกรรมไทย

     ห้องความรู้วรรณกรรมไทย นี้ คือ ห้อง “ส่องวรรณกรรมเก่า” และ “เล่าเรื่องวรรณกรรมใหม่”

     ห้อง “ส่องวรรณกรรมเก่า” จะเสนอความรู้ด้านวรรณกรรมไทยตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นวรรณคดีของไทยเท่าที่จะสามารถนำมาเสนอได้ อาจไม่ละเอียดลึกซึ้ง มากนัก จะเสนอในลักษณะประวัติวรรณคดีพร้อมกับการแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์วิจารณ์บ้างตามสมควร

     ห้อง “เล่าเรื่องวรรณกรรมใหม่” จะเน้นการนำเสนอหนังสือที่เห็นว่าดี มีค่าควรแก่การอ่าน ซึ่งจะเสนอทั้งที่เป็นหนังสือทางด้านวิชาการหรือตำรา และหนังสือด้านบันเทิงคดี โดยจะแนะนำแต่ละเรื่องเพียงสังเขป พร้อมกับความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์วิจารณ์เช่นเดียวกัน

เล่าเรื่องวรรณกรรมใหม่

นวนิยาย

ตราบจนสิ้นกรรม

ปองพล อดิเรกสาร เขียน

  วิภาดา กิตติโกวิท แปล
 

พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2543

  สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น กทม. 198 บาท (477 หน้า)

     นวนิยายเรื่อง “ตราบจนสิ้นกรรม” ผู้เขียนแต่งเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อเรื่อง “Until The Karma Ends” ใช้ชื่อผู้เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Paul Adirex

เรื่องย่อ

วิเคราะห์วรรณกรรม

เรื่องย่อ

     อีเลียตโฮป มหาเศรษฐีของอเมริกันผู้มีอิทธิพลต่อประธานาธิปดีและนักการเมืองสหรัฐ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนของ ซี ไอ เอ ที่ส่งอาร์เธอร์ แลนซ์ล็อต เบลลิงเจอร์ เข้าไปทำงานใต้ดินจนทำให้มหาอำนาจรัสเซียล่มสลาย ชนเผ่าต่าง ๆ ที่เคยตกอยู่ในอำนาจรัสเซียต่างประกาศ อิสรภาพ สหรัฐกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่ปราศจากคู่แข่ง โฮปได้ผลประโยชน์คือได้สัมปทานผูกขาดธุรกิจของประเทศที่เกิดใหม่ โฮปตั้งมูลนิธิการกุศล โฮป แอนด์ แฮปปิเนส (เอช เอช เอฟ) เพื่อช่วยเหลือคนยากจนในประเทศด้อยพัฒนาเป็นการบังหน้า เบื้องหลังคือการวางแผนทุกอย่างที่จะเอาประโยชน์จากประเทศที่เขาช่วยเหลือ

     ที่ประเทศพม่าสล็อกเผด็จการทหารยึดอำนาจ กักบริเวณนางออกซานซูจี นักศึกษาพม่าเดินขบวนแต่ถูกปราบ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันชื่อ คอลลินสัน ถูกพม่าจับในย่างกุ้งและเสียชีวิตภายหลังอเมริกาจึงวางแผนล้มอำนาจเผด็จการทหารพม่า และสนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนพม่าแข็งข้อแยกเป็นรัฐอิสระเช่นเดียวกับที่ทำกับรัสเซีย โฮปอยู่เบื้องหลังแผนการนี้และเจรจากับประธานาธิปดีขอให้ส่งแลนซ์ เบลลิงเจอร์ ซี ไอ เอ มือเยี่ยมเข้ามาประเทศไทยเพื่อดำเนินตามแผนให้ชนกลุ่มน้อยต่อสู้พม่า พร้อมทั้งให้แมนดี้อ่อง ลูกครึ่งอเมริกัน – พม่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิ เอช เอช เอฟ ที่เข้าใจและรู้จักกับหัวหน้าชนกลุ่มน้อยมาคอยช่วยเหลือ งานครั้งนี้ โฮปมอบเงินไว้ให้แลนซ์ใช้จ่ายถึง 2 ล้านเหรียญ เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศฮาร์ตเลย์ อัลเกตเสนอแผนให้ประธานาธิบดีอนุมัติ แลนซ์ก็เดินทางเข้าประเทศไทยทันที มีแมนดี้อ่องไปรับที่สนามบินและเป็นผู้ช่วยไปตลอด

     ขณะที่แลนซ์เข้าประเทศไทย วิคเตอร์ เลสคอฟ อดีต เค จี บี ของรัสเซีย ซึ่งรู้แผนการทำลายรัสเซียของแลนซ์ก็มาเป็นเลขานุการสถานฑูตรัสเซีย และช่วยสาวสวยชาวรัสเซียที่มาเป็นโสเภณีจากแมงดาไทยไว้ เธอชื่อพาตาซา เธอก็ช่วยเลสคอฟเช่นกัน เลสคอฟพบแลนซ์โดยบังเอิญเกิดความสงสัย เพราะรู้ฝีมือและขับเคี่ยวกันมาแล้วในรัสเซียเลยแอบติดตามการทำงานของแลนซ์

     ก่อนเริ่มงานแมนดี้ อ่อง ได้เล่าเรื่องราวของพม่า และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ให้แลนซ์ฟัง ไม่เห็นด้วยที่แลนซ์จะทำให้ผู้คนต้องสู้รบและฆ่าฟันกัน เพราะเธอเชื่อเรื่องของกรรมตามพุทธศาสนาที่เธอนับถือ แต่เธอก็ยินดีช่วยแลนซ์เต็มที่

     แลนซ์และอ่องเริ่มงานใต้ดินโดยติดต่อกับขุนส่าหัวหน้าไทยใหญ่แห่งรัฐฉาน เพื่อให้แยกตัวเป็นอิสระจากพม่า รวมทั้งประสานงานกับชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ให้แข็งข้อกับพม่า แผนงานและความเคลื่อนไหวเลสคอฟสะกดรอยตาม รวมทั้งนายตำรวจไทยคือ พงษ์ศักดิ์และวิชัยก็ติดตามด้วย ขณะที่แลนซ์และอ่องเข้ารัฐฉานเพื่อเจรจานั้น เป็นวันชาติของไทยใหญ่ มีการสวนสนามและงานฉลอง มีเหตุการณ์สำคัญคือพวกว้าเข้าโจมตีเพื่อฆ่าขุนส่า แลนซ์วางแผนให้ทหารขุนส่าตีโต้กลับต้องล่าถอย และฆ่าทหารได้จำนวนหนึ่ง เมื่อแลนซ์และอ่องกลับถึงกรุงเทพฯ ก็รู้เรื่องการติดตามของเลสคอฟ ขณะเดียวกันพม่ารู้แผนการของแลนซ์ก็ส่งหม่องทินและถั่นจีติดตามเช่นกัน

     แลนซ์และอ่องก็เดินทางเข้าทางท่าสองยาง จังหวัดตาก เข้าไปยังเนอปลอล์ฐานทัพกู้ชาติของกะเหรี่ยงอิสระเจรจากับนายพลโพเมียะ และก็ถูกโจมตีจากทหารพม่าแลนซ์วางแผนให้กะเหรี่ยงตีโต้กลับได้อีก เมื่อกลับกรุงเทพฯ จึงรู้ว่าพม่ารู้ความลับ แลนซ์สงสัยว่าผู้บอกพม่าน่าจะเป็นโฮป แต่ไม่มีหลักฐาน โดยเฉพาะที่สงสัยมากคือ ปืนที่ทหารพม่าและว้าแดงใช้ในการโจมตีเป็นปืนที่มาจากสหรัฐ ส่วนเลสคอฟรู้ว่าพม่าติดตามแลนซ์จึงร่วมมือกับพม่าด้วย

     หลังจากเจรจากับกะเหรี่ยง แลนซ์และอ่องก็ไปเจรจากับส่วยเจ้น ประธานมอญใหญ่ที่สังขละบุรี หม่องทิน ถั่นจีและเลสคอฟวางแผนจับ ขณะถั่นจีเข้าจับแลนซ์ก็เห็นเลสคอฟด้วย แลนซ์และอ่องได้รับความช่วยเหลือจากพงษ์ศักดิ์ นายตำรวจไทย เพราะ ซี ไอ เอ ขอร้องให้ คุ้มครองช่วยเหลือ พงษ์ศักดิ์เล่าเรื่องการติดตามของพม่าและเลสคอฟให้แลนซ์ทราบ เมื่อกลับกรุงเทพ แลนซ์เห็นอีโนลา ลินเดอร์ เพื่อนของโฮปคุยกับคาเดล ทหารรับจ้างนักค้าอาวุธให้เขมร ลาวและชนกลุ่มน้อย อีโนล่าได้สัมปทานน้ำมันทั้งหมดจากสล็อก ทำให้แลนซ์ยิ่งสงสัยพฤติกรรมของโฮปว่าจะตีสองหน้าเพื่อจะเอาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง

     เพื่อขจัดความสงสัยการตามของเลสคอฟ แลนซ์ตัดสินใจไปพบเลสคอฟที่สถานฑูต รัสเซียและทำความเข้าใจกันได้ ทำให้เลสคอฟเป็นเพื่อนของแลนซ์ ส่วนถั่นจีทำงานพลาดจากการจับแลนซ์ถูกสั่งให้แก้ตัวคือวางแผนฆ่าอัลเกต รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่จะมาประชุมรัฐมนตรีชาติเอเซีย ซึ่งจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศจีนและรัสเซียร่วมประชุมด้วย ถั่นจีไปหาแสนศักดิ์ หัวหน้าค่ายมวยให้ช่วย แต่แสนศักดิ์ก็ถูกพงษ์ศักดิ์นำตำรวจเข้าจับตาย และพบภาพถ่ายของ อัลเกตจึงรู้ว่าถั่นจีมาหาและคาดการว่า ถั่นจีกำลังวางแผนสังหารอัลเกต ส่วนโฮปและอีโนลาก็ วางแผนให้คาเดลสังหารอัลเกตเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตน เพราะหากสหรัฐขัดแย้งกับจีนก็จะเป็นประโยชน์กับโฮป ส่วนโนลน์หัวหน้าซี ไอ เอ ก็บอกพฤติกรรมของโฮปและอีโนลาให้แลนซ์ รู้รวมทั้งรายงานเรื่องอาวุธปืนของสหรัฐที่อยู่กับทหารพม่าและชนกลุ่มน้อยให้แลนซ์ได้รู้ด้วย

     คาเดลวางแผนสังหารอัลเกตด้วยปืนไร้แสงสะท้อนถอยหลัง เอ็ม 20 ขนาด 75 มม. โดยยิงจากอาคารสูงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอาคารที่ยังกำลังก่อสร้าง และเป็นจุดที่อยู่ตรงข้ามกับหอประชุมโรงแรม แกรนด์ ริเวอร์ พาเลส ที่รัฐมนตรีต่างประเทศใช้ประชุม การสังหารใช้อาวุธทำจากจีน ที่เขานำอาวุธชนิดเดียวกันของสหรัฐไปแลกมาจากเขมรแดง ส่วนถั่นจีก็วางแผนสังหารเช่นกันแต่ใช้ระเบิดที่เขาชำนาญ โดยจะแอบวางในห้องประชุม ถั่นจีไปวางแผนกับอาคมหัวหน้าแมงดาในซ่องซึ่งแอบจับตัวนาตาซามาขังไว้

     เลสคอฟรู้ว่านาตาซาถูกจับจึงไปช่วยและขอให้ตำรวจช่วยด้วย ขณะบุกเข้าช่วยก็เห็นแผนผังห้องประชุมและแผนสังหาร อาคมถูกจับถั่นจีสั่งวางยาพิษเพื่อกันความลับแตก แลนซ์ พงษ์ศักดิ์ วิชัยรู้แผนสังหารจากเลสคอฟจึงสั่งให้ระวังและตรวจสอบห้องประชุม แต่ถั่นจีก็ปลอมเป็นพนักงานโรงแรมเข้าไปวางระเบิดใต้แจกัน หลังเก้าอี้ที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะนั่งประชุม ส่วนคาเดลก็วางแผนใช้ปั้นจั่นในที่ก่อสร้างยกปืนไร้แสงสะท้อนถอยหลังและกระสุนขึ้นไปติดตั้งที่จุดยิง มีคำรณเป็นผู้ช่วยและทั้งสองก็นอนเฝ้าทั้งคืนเพื่อปฏิบัติการ 10 นาฬิกาวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ที่สำคัญพวกเขาจับพาลลิสเตอร์ ซี ไอ เอ ประจำไทยไปไว้ด้วยเพราะถ้าทำงานสำเร็จ พาลลิสเตอร์จะถูกฆ่า ศพของเขาและปืนจากจีนจะทำให้สหรัฐและจีนบาดหมางกัน เป็นไปตามแผนที่โฮปวางไว้

     เย็นวันเสาร์นั้นเองหลังอาหารเย็น 3 ทุ่ม วิชัย พงษ์ศักดิ์ แลนซ์และอ่องมาตรวจสถานที่ประชุมครั้งสุดท้าย พงษ์ศักดิ์ก็พบถั่นจีปลอมเป็นพนักงานโรงแรม เพื่อมาต่อสายชนวนระเบิดเวลา จึงต่อสู้กัน ถั่นจีจับแมนดี้ อ่องเป็นตัวประกันเอาปืนจ่อคอลากไปที่ลานจอดรถ มีคนทั้งสามตามไป ขณะจะก้าวขึ้นรถเลสคอฟ ซึ่งอยู่ที่นั่นพอดีก็เข้าล็อกจับทำให้พงษ์ศักดิ์จับถั่นจี ไว้ได้

     เช้าวันประชุม แลนซ์ตรวจพบจุดตั้งปืนโดยกล้องส่องทางไกลที่เขาส่องจากห้องประชุม จึงไปที่อาคารก่อสร้างพร้อมกับอ่อง วิชัย และพงษ์ศักดิ์ เขาสั่งชะลอการเข้าห้องประชุมของอัลเกตตอน 10 นาฬิกาไว้ เช้าวันนั้นอีโนล่าก็นำเงินค่าจ้างมาให้คาเดลพร้อมขึ้นไปดูการยิงด้วยตัวเอง

     การถ่วงเวลา เลยไป 10 นาที อัลเกต รัฐมนตรีต่างประเทศไม่ยอมรอต่อไปจึงเข้าห้องประชุม คนของอีโนล่าก็ส่งวิทยุบอก คาเดลเริ่มบรรจุกระสุนเตรียมลั่นไก วิชัยตัดสินใจยิงถูกคำรณกระเด็นไปถูกท้ายปืนทำให้ปากกระบอกปืนกระดกสูงขึ้น พร้อมกับที่คาเดลลั่นไกยิงพอดี ลูกจรวด ขนาด 75 มม. พุ่งออกไป ปล่อยลำแสงเพลิงอันร้อนแรงพุ่งออกท้ายลำกล้องไปเผาอีโนล่าที่ยืนด้านหลังไหม้ตายทั้งเป็น กระสุนเหินฟ้าพลาดเป้า คาเดลถูกแลนซ์ยิงตายคาที่และช่วยเหลือพาลลิสเตอร์ออกมาได้ด้วย

     แลนซ์เลิกเป็น ซี ไอ เอ แต่งงานกับอ่องเดินทางมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เกาะหมายเลข 8 ด้านทะเลอันดามันภาคใต้ของไทย ได้พบกับโฮปซึ่งต้องแอบอยู่ในเรือยอชมีมือปืนคุ้มกันและต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและหลบซ่อนอยู่ในความดูแลของเผด็จการทหารพม่า เพราะกลัว ซี ไอ เอ ตามฆ่า มีเงินมหาศาลก็เหมือนตายทั้งเป็น แม้ไม่มีหลักฐานชัดแต่ซี ไอ เอก็เปิดเผยความลับและความละโมบของโฮปต่อสังคม อ่องกล่าวว่าโฮปใช้กรรมของเขาแล้ว แลนซ์และอ่องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมและร่วมรับประทานอาหารกับพงษ์ศักดิ์ วิชัย พาลลิสเตอร์ เลสคอฟและ นาตาซาซึ่งแต่งงานกันแล้ว หลังจากนั้นแลนซ์จะกลับไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในอเมริกา ขณะที่รับประทานอาหารอ่องก็ตกใจและเศร้าใจที่รู้ว่าพม่าโจมตีกะเหรี่ยงของนายพลโมเมียะแตกพ่าย ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก และพม่าก็จะโจมตีฆ่าฟันคนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นและรบกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

Top

วิเคราะห์วรรณกรรม

     “ตราบจนสิ้นกรรม” เป็นนวนิยายจารกรรมแนวการเมือง ปองพล อดิเรกสาร เขียนเป็นภาษาอังกฤษ วิภาดา กิตติโกวิทแปลเป็นภาษาไทย ฉบับที่อ่านพิมพ์เป็นครั้งที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2543 ถือได้ว่าเป็นนวนิยายขายดีพอสมควรเพราะระยะการพิมพ์ติดต่อกันมาปีละครั้งเลยทีเดียว จากการอ่านรวดเดียวจบ จะเห็นว่าผู้แปลสามารถถ่ายทอดภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยได้เป็นอย่างดี สำนวนราบเรียบเป็นไทยแท้ ปนกลิ่นฝรั่งกลิ่นเนยน้อยมาก ทำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องได้อย่างสนุก ตื่นเต้นไปตลอด ยิ่งในตอนจุดสูงสุดของเรื่องตอนที่แลนซ์ ล็อต เบลลิงเจอร์กับสมพงษ์และวิชัยไปขัดขวางแผนการที่คาเดลจะฆ่ารัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งมีอีโนลาเป็นผู้จ้างและบงการฆ่า เบื้องลึกก็คือโฮปเป็นผู้วางแผนโดยหวังผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น ที่ตื่นเต้นเพราะเป็นจุดเสี่ยงช่วยเหลือที่มีเวลาเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตาย

     แนวคิดของเรื่อง ภาษานิยายเรียกว่า Theme เรื่องนั้นบอกชัดเจนอยู่แล้วโดยชื่อของนวนิยาย การอธิบายเรื่องกรรมในทางพุทธศาสนา สื่อออกมาจากการสนทนาระหว่างแมนดี้ อ่องสาวสวยผู้กล้าหาญ ลูกครึ่งอเมริกันพม่ากับแลนซ์ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งแม้จะต่างศาสนากันแต่ก็เข้าใจและเห็นด้วย อ่องเน้นย้ำตามความเชื่อของตนว่าประชาชนของชนกลุ่มน้อยยังจะต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องต่อสู้รบราฆ่าฟันกันต่อไป เพราะเป็นผลกรรมที่ก่อมานาน และยังสืบต่อไปอีก ตราบใดคนยังโลภ ยังขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์กัน อ่องคาดว่าแลนซ์จะทำงานไม่สำเร็จ เพราะอ่องเข้าใจธรรมชาติและวิถีชีวิตของพม่า และชนกลุ่มน้อยที่แลนซ์จะไปสัมผัสเป็นอย่างดี แม้อ่องรู้ว่าจะล้มเหลวแต่ก็เต็มใจช่วยแลนซ์ในที่สุดก็รักกันและแต่งงานกัน

     การผูกเรื่องของ “ตราบจนสิ้นกรรม” เป็นไปตามแนวของกฎแห่งกรรมที่แมนดี้ อ่องได้วางเงื่อนไขไว้ คือแต่ละชาติ แต่ละชีวิตก็มีกรรมเป็นของตนเอง และจะต้องประสบชะตากรรม เป็นไปตามผลของกรรมนั้น ๆ กรรมที่เกิดขึ้นก็มาจากกิเลสตัณหาของมนุษย์นั่นเอง

     ตัณหาระดับประเทศในนวนิยายเรื่องนี้อยู่ที่สหรัฐต้องการครองความยิ่งใหญ่ จึงวางแผนทำลายรัสเซียโดยยุยงสนับสนุนให้รัฐเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียตรัสเซียแข็งข้อและต่อสู้เพื่ออิสรภาพสำเร็จ รัสเซียแตกสลายและอ่อนแอทันที ต่อมาก็ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยในพม่าแข็งข้อประกาศอิสรภาพ การเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะการเปลี่ยนเแปลงการปกครองของพม่าเป็นประชาธิปไตยได้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ทางด้านการค้าแล้วยังเป็นการป้องกันอำนาจ อิทธิพลของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย สหรัฐจึงส่ง ซี ไอ เอ มือดีระดับทำลายโซเวียตมาแล้ว เข้ามาทำงานตามแผนโดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์ปฏิบัติงาน และขอร้องให้ไทยช่วยเหลือด้วย

     โฮปอภิมหาเศรบฐิชาวอเมริกันผู้มีตัณหาคือ ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด คำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตน อาศัยความฉลาดปราดเปรื่องวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตัวเอง โฮปมีอิทธิพลต่อนักการเมือง พรรคการเมืองรวมทั้งประธานธิบดีอเมริกันเพราะเขาสนับสนุนด้านการเงิน โฮปตั้งมูลนิธิ โฮป แอนด์ แฮปปิเนส (เอช เอช เอช) ช่วยเหลือประเทศยากจน รวมทั้งรัฐเล็ก ๆ ภายใต้การปกครองพม่า ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ เบื้องหลังคือการเข้าแทรกแซงเพื่อเอา ประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง แลนซ์ทำงานสำเร็จในรัสเซีย โฮปก็สนับสนุนเงินอยู่เบื้องหลังและโฮปก็ผูกขาดธุรกิจในประเทศที่เกิดใหม่ โฮปวางแผนเสนอแนวคิด ให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาดำเนินงานใต้ดินในพม่า ใช้อิทธิพลหนุนให้อัลเกตเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ หนุนโนลน์ขึ้นเป็น ผู้อำนวยการ ซี ไอ เอ และขอให้เอาแลนซ์มาทำงานใต้ดินในพม่า รวมทั้งให้เงินไว้ใช้จ่ายมหาศาลล่วงหน้า เท่ากับเป็นการจ้างแลนซ์มาทำงานตามแผนที่เขาวางไว้ทั้งระบบ ขณะที่แลนซ์ทำงานใต้ดินให้ชนกลุ่มน้อยต่อสู้พม่า โฮปก็ใช้อีโนลาเข้าเจรจาผูกขาดสัมปทานน้ำมันในพม่า และสนับสนุนอาวุธให้สล็อกเผด็จการทหารพม่า ครั้นคาดการณ์ว่าแลนซ์จะทำงานไม่สำเร็จก็บอกความลับให้สล็อกทราบเพื่อส่งคนมากำจัดแลนซ์ และยังวางแผนจ้างคนมาสังหารอัลเกต รัฐมนตรีต่างประเทศที่โฮปเองเป็นผู้สนับสนุนให้เป็น เบื้องหลังแผนการก็เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า การผูกขาดในประเทศที่ตนเองวางแผนดำเนินการไว้แล้ว เพื่อความร่ำรวยยิ่งขึ้น ไม่คำนึงสิ่งใดทั้งสิ้น

     การทำงานของแลนซ์ตั้งแต่การติดต่อขุนส่าแห่งรัฐฉาน นายพลโมเมียะผู้นำกระเหรี่ยงอิสระ ส่วยเจ้นหัวหน้ามอญอิสระ การติดตามของเลสคอฟ เคจีบี รัชเซีย การวางแผนจับของถั่นจี การวางแผนสังหารอัลเกตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ทั้งฝ่ายพม่าและฝ่ายอีโนลาซึ่งมีโฮปอยู่ เบื้องหลัง การต่อสู้ ชิงไหวพริบเพื่อขัดขวางแผนการอุบาต โดยแลนซ์และฝ่ายข่าวกรองของไทย รวมทั้งฉากรักกระจุ๋มกระจิ๋มแทรกเป็นระยะๆ ระหว่างแลนซ์และอองทำให้นิยายเรื่อง “ตราบจนสิ้นกรรม” อ่านได้เพลิดเพลินไม่น้อย

     ผลของนิยายเป็นไปตามชื่อเรื่องและเป็นไปตามความเชื่อทางพุทธศาสนาของแมนดี้อ่อง คือ โฮปแม้จะรวยมหาศาล สุดท้ายต้องนอนในเรือยอชลำเล็กๆ อยู่ในพม่า ต้องมีมือปืนรอบข้างเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว หวาดระแวง กลัวคนจะมาฆ่า เหมือนตายทั้งเป็น

     ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนไทยและพม่ายังจะต้องเป็นไปตามกรรม ต้องต่อสู้ ต้องทำสงครามและถูกตามฆ่าตามล้างผลาญล้มตายบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะความขัดแย้ง เพราะผลกรรมที่ก่อที่ทำกันมา แต่ละหมู่แต่ละเผ่าก็มีลักษณะเฉพาะของตนยากที่จะรวมกันและยากจะหาความสงบสุขได้

     แลนซ์ เองเลิกเป็น ซี ไอ เอ โดยสิ้นเชิง เพราะแม้ทำหน้าที่ถึงที่สุดดีที่สุด แทบเอาชีวิตไม่รอด มารู้ภายหลังว่าการเมืองสลับซับซ้อนเกินคิด ตัวเองทำงานให้ประเทศกลับตกเป็น เครื่องมือของโฮปที่ตีสองหน้าแม้ชีวิตเขาเอง และอัลเกตก็ถูกวางแผนฆ่าอย่างไม่ปราณี เพียงเพื่อความโลกอันไม่มีที่สิ้นสุดของคน

     จุดจบของนวนิยายเรื่อง “ตราบจนสิ้นกรรม” เป็นการจบที่แสดงสัจธรรมหรือกฎแห่งกรรมในทางพุทธศาสนา เป็นกรรมที่เกิดขึ้นทันตาเห็น แลนซ์รอดตายมาได้เห็นสัจธรรมในชีวิตเลือกชีวิตคู่ เลือกความรัก เลือกทางเดินที่สงบกับอ่องภรรยาคู่ชีวิต ด้วยการเปลี่ยนอาชีพเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย อันเป็นอาชีพที่สงบ ส่วนเลสคอฟกับนาตาซาก็จบด้วยการ แต่งงานที่หวานชื่นเช่นกัน

     นับได้ว่า “ตราบจนสิ้นกรรม” เป็นนวนิยายที่จบแบบสุขนาฎกรรมถูกนิสัยคนไทย ที่สำคัญนวนิยายเรื่องนี้ให้ความรู้ด้านเหตุการณ์ปัจจุบัน และประวัติศาสตร์ของประเทศพม่าและให้ความรู้เรื่องชนกลุ่มน้อยของพม่าอย่างมาก เหนือสิ่งอื่นใดการเมืองระหว่างประเทศซับซ้อนเกินกว่าที่คิด นวนิยายเรื่องนี้นอกจากจะให้ความรู้ด้านต่าง ๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงภูมิรู้และประสบการณ์ของผู้ประพันธ์อย่างเอกอุทีเดียว ใครยังไม่เคยอ่าน ควรลองหามาอ่าน

 Top

ครูเฒ่า

25/6/44

นำลงวันที่ 16 ส.ค 2544
แปลเอกสาร
ไทย/อังกฤษ/ญี่ปุ่น/จีน
www.thaifolk.com/translation